JFIN Coin ประกาศ 1st Trading Day 2 พ.ค. นี้ บนกระดาน Coin Asset

| Apr, 23 2018

เจ เวนเจอร์ส (JVC) บริษัทย่อยเจมาร์ท ประกาศ JFIN Coin พร้อมเทรดในตลาดรองครั้งแรก (1st Trading Day) เริ่มตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 นี้เป็นต้นไป สร้างประวัติศาสตร์ดิจิทัลโทเคนแรกพันธ์ไทย ทั้งระดมทุนในไทยและซื้อขายเหรียญครั้งแรกในประเทศไทยจับมือ Coin Asset เป็นพันธมิตรเป็นกระดานเทรดแรก นอกจากนี้วางแผนเทรดบนกระดาน Cash2Coins วันที่ 9 พฤษภาคม นี้ ส่วนในต่างประเทศเล็งไปเทรดบนกระดาน HitBTC ที่ฮ่องกง และ Upbit ที่เกาหลีใต้ ย้ำงานนี้ แม้จะเป็นดิจิตัลโทเคนของคนไทย แต่จะดันให้ได้มาตรฐานในระดับนานาชาติ

พร้อมแจ้งความคืบหน้าระบบ DDLPหรือระบบสินเชื่อแบบดิจิทัลที่ไม่มีตัวกลาง สามารถพัฒนาได้ตามแผน คาดจะแล้วเสร็จอย่างสมบูรณ์ในปี 2562 “ธนวัฒน์ เลิศวัฒนารักษ์” ซีอีโอ เผยระบบ DDLP ได้มีการพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อให้เห็นถึง Roadmap ของฟังก์ชั่นและประเภทสินค้าที่จะออกสู่ตลาดได้จริงและชัดเจน ซึ่ง JVC พร้อมชี้แจงรายละเอียดอย่างต่อเนื่อง

นายธนวัฒน์ เลิศวัฒนารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด หรือ JVC ผู้พัฒนาซอฟท์แวร์ และแอพพลิเคชั่นทางด้าน Fintech และลงทุนในธุรกิจ Started-up เป็นบริษัทย่อยที่ บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นในสัดส่วน 80% เปิดเผยถึงความพร้อมการนำ JFIN Coin จำนวน 100 ล้านโทเคน เข้าทำการซื้อขายในตลาดรองเป็นครั้งแรก วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 พร้อมเข้าถึงผู้ลงทุนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ผ่านตัวกลางพันธมิตร คือ COIN ASSET ซึ่งเป็นกระดานเทรด Cryptocurrency  นอกจากนี้ ยังเพิ่มกระดานเทรดใน Cash2Coins เพิ่มในวันที่ 9 พฤษภาคม 2561 และวางแผนไปเทรดในกระดานต่างประเทศที่ HitBTC ที่ฮ่องกง และ Upbit ที่เกาหลีใต้ ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการ ทั้งนี้  ในส่วนของการเลือกตลาดเพื่อ เทรดนั้น ทาง JVC ได้พิจารณาจากความน่าเชื่อถือ และเพื่อให้นักลงทุนสามารถดำเนินการเซื้อขายได้อย่างสะดวก และปลอดภัยที่สุด

โดยสำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ นำมาใช้พัฒนาระบบ JFIN Decentralized Digital Lending Platform (DDLP)  ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการให้บริการการกู้ยืมที่อยู่บนระบบบล็อคเชน ซึ่งมีความปลอดภัยสูง ตั้งแต่การระบุตัวตนของผู้กู้และผู้ให้กู้ กระเป๋าเงินอิเลคทรอนิกส์ การประเมินเครดิต การอนุมัติสินเชื่อ และการติดตามหนี้สิน เพื่อสนับสนุนและพัฒนาการบริการด้านสินเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริหารจัดการโดยอัตโนมัติ เชื่อมโยงผู้ที่เกี่ยวข้องทุกรายในระบบนิเวศ (Ecosystem) เข้าด้วยกัน มีทั้ง ผู้กู้ ผู้ให้กู้ ผู้ให้เครดิต และผู้ให้บริการพิเศษต่างๆ ที่รองรับการทําธุรกรรมทั้งหมด รวมถึงรองรับระบบตลาดสินเชื่อแบบไม่มีตัวกลาง เช่น P2P ที่เชื่อมต่อให้ผู้กู้ที่มีศักยภาพสามารถกู้เงินโดยตรงกับผู้ให้กู้โดยตรง ดังนั้น ระบบ DDLP ที่พัฒนานี้จะเป็นหนึ่งในระบบสำคัญที่เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของกลุ่มบริษัทเจมาร์ทในอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน ให้สามารถเข้าถึงประชากรได้อีกจำนวนมาก

โดยเริ่มต้น JVC พัฒนาระบบให้ J Fintech บริษัทในเครือ โดยใช้พื้นฐานของเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเริ่มใช้งานในไตรมาส 4/2562 ซึ่งจะมีฟังก์ชั่นที่ใช้ระบบบล็อกเชนในการทำธุรกรรม จึงสามารถใช้เหรียญเข้ามาทำธุรกรรมต่างๆ ได้ อย่างไรก็ตาม กระบวนการดังกล่าวต้องสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ของหน่วยงานทางการ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่จะออกมากำหนดด้วย นอกจากนี้  JVC ไม่หยุดนิ่ง ยังพัฒนาแพล็ตฟอร์มอื่นๆ อีกเพื่อสร้างการเติบโตและความเชื่อมั่น ในฐานะผู้นำในธุรกิจพัฒนาซอฟท์แวร์ และแอฟพลิเคชั่นทางด้านฟินเทคให้ได้รับการตอบรับมากขึ้นในอนาคต

“JFIN Decentralized Digital Lending Platform (DDLP) มีกลุ่มเจมาร์ทเป็นจุดแข็งสำคัญ ซึ่งมี Ecosystem นำมาต่อยอดธุรกิจสินเชื่อและการเงินภายในกลุ่ม มุ่งเน้นการจับกลุ่มลูกค้าที่มีเครดิตดี  วิเคราะห์จากฐานข้อมูลลูกค้าของกลุ่มเจมาร์ทที่มีรวมกันราว 7 ล้านราย  โดยมี บมจ.เจเอ็มที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT) ผู้นำในธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ เป็นกุญแจสำคัญทำให้รับความเสี่ยงได้มากกว่า และจับมือพันธมิตรและกลุ่มผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ สนับสนุนข้อมูลให้แก่บริษัทฯ ให้มีมากกว่า Big Data ที่สามารถสร้าง Credit scoring หรือการประเมินการขอสินเชื่อบุคคลโดยอัตโนมัติผ่านเทคนิคการให้คะแนนเครดิตผ่านข้อมูลต่างๆ ที่ระบุไว้ ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น” นายธนวัฒน์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีทุกวันนี้เปลี่ยนไปเร็วมาก บริษัทฯ จึงต้องเตรียมพร้อมเพื่อนำเทคโนโลยีที่ดีที่สุดมาปรับใช้ในกลุ่มเจมาร์ท เพื่อเป็นผู้นำธุรกิจทางด้านค้าปลีกและการเงินในอนาคตได้อย่างสมบูรณ์แบบ เป็นที่มาของการออก JFin Coin ออกเงินดิจิทัลทั้งหมด 300 ล้านเหรียญ ทำ ICO ในรอบนี้ครั้งแรก 100 ล้านเหรียญ เปิดเสนอขาย Pre-sale วันแรกเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับเกินคาดหมาย และเตรียมเทรดในตลาดรอง 2 พฤษภาคมนี้ ส่วน JFin อีก 200 ล้านโทเคนที่เหลือ บริษัทฯ เตรียมไว้สำหรับส่วนต่างๆ แบ่งเป็น ให้สิทธิ์แก่กลุ่มเจมาร์ทซื้อในจำนวน  70 ล้านโทเคน และสำหรับพันทมิตรสำคัญของบริษัทมีสิทธิ์ซื้อในจำนวน 40 ล้านโทเคน และส่วนที่เหลืออีก 90 ล้านโทเคน เตรียมสำหรับใช้ ICO ในอนาคต